Skip to content
ขณะนี้คุณอยู่ที่: หน้าแรก arrow รายงานพิเศษ arrow สัมพันธภาพที่เปราะบาง ของ “พุทธ-มุสลิม ปลายด้ามขวาน”

สัมพันธภาพที่เปราะบาง ของ “พุทธ-มุสลิม ปลายด้ามขวาน” PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
รายงานโดย ปฐมพร   
Friday, 25 July 2008

 สัมพันธภาพที่เปราะบางของ "พุทธ-มุสลิม"ปลายด้ามขวาน

         ย้อนกลับไป เมื่อ 4  มกราคม 2547 เวลาประมาณ 02.00 น. ที่สถานการณ์ความรุนแรงใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มประทุขึ้น โดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้เลือกเปิดฉากปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ด้วยวิธีการจุดไฟเผาโรงเรียนรอบนอก จำนวน 20 โรงเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะบุกเข้าปล้นอาวุธปืนของกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร์ร้อง โดยมีการ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ตัดกระแสไฟฟ้า ป้องกันการติดต่อสื่อสาร ทั้งทางโทรศัพท์และทางวิทยุสื่อสาร ทุกระบบ นอกจากนี้ยังได้โปรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ ตัดต้นไม้ขวางทางและวางระเบิด ในทุกเส้นทางที่จะไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อเป็นการขัดขวางและหน่วงเวลาไม่ให้ กองกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยใกล้เคียงส่งกำลังไปช่วยเหลือได้ทันการณ์ จากการปฏิบัติการครั้งนั้น กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ สามารถปล้นอาวุธปืนไปได้เกือบ 300 กระบอก !!

  และ นับเนื่องต่อจากนาทีนั้นเป็นต้นมา ที่สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งใหม่ ได้อุบัติขึ้นอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยง ขยายวงพื้นที่ และปรับเปลี่ยนวิธีการที่หลากหลาย เช่น การฆ่ารายวัน วางระเบิด  วางเพลิงเผาสถานที่ราชการ  ทำร้ายเจ้าหน้าที่  ประชาชนผู้บริสุทธ์ พร้อมๆ กับการสร้างกระแสข่าวลือ บิดเบือนข่าวสาร ก่อผลทางสังคมจิตวิทยาในหลายระดับ  นับตั้งแต่ในระดับพื้นที่ ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ  และเกิดความหวาดระแวงระหว่างประชาชนด้วยกันโดยเฉพาะคนต่างศาสนิก  พุทธกับมุสลิม  ระดับนอกพื้นที่ คนในจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่นอกพื้นที่การเกิดเหตุ  มี ทัศนคติค่อนข้างเป็นลบ ต่อคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมุสลิม ดังจะเห็นได้จากการรับสมัครงาน หรือการติดต่อธุรกิจ และในระดับสากล ที่นานาชาติ ต่างจับตามองแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่ามีแนวทางอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม เพราะการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในช่วงแรกๆ รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญต่อกลุ่มประเทศเหล่านี้ ค่อนข้างน้อย จึงทำให้เกิดความคลางแคลงใจ ต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหา จนต่อเมื่อรัฐบาล ได้ชี้แจงทำความเข้าใจ จนเป็นที่ประจักษ์ถึงแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบโดยสันติวิธี  โดยเฉพาะมาเลเซียประเทศเพื่อนบ้านที่มีบทบาทสำคัญ ใน องค์การการประชุมอิสลาม (OIC)  ทำให้ ได้รับการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากกลุ่มประเทศมุสลิมมากขึ้น 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ขณะ เดียวกันมีข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าระวังสังเกตของฝ่ายปกครองในพื้นที่พบว่า ผลจากการที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้ใช้วิธีปฏิบัติการทางทหาร ควบคู่ไปกับการปฏิบัติการทางการเมือง โดยการก่อเหตุร้ายรายวัน และสร้างกระแสข่าวลือ ในด้านต่างๆ     ส่งผลให้ประชาชนในพื้นเกิดความหวาดระแวงในกลุ่มประชาชนด้วยกันโดยเฉพาะคนต่างศาสนิก  นั่นก็คือ พุทธกับมุสลิม   ที่ มีสัดส่วนและระดับความสัมพันธ์ผกผันจากอดีต เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าวิตกหากไม่เร่งรีบดำเนินการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามเชื้อชาติ ศาสนาได้ นั่นเท่ากับว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ได้ใช้ปัจจัยจากความแตกต่างเหล่านี้ เป็น “ลิ่ม” ที่ตอกย้ำให้เกิดความแตกแยกในสังคม และนำไปสู่สงครามประชาชน สุดท้ายกลายเป็นปัญหาในระดับสากล ที่จะต้องมีการตั้งโต๊ะเจรจา เมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยก็ไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน

 หาก พิจารณาตามข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบันและนำไปเปรียบเทียบกับในช่วงที่ผ่านมาสามารถแบ่งความสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มคนไทยพุทธกับมุสลิม ได้เป็น 3 ระดับนั่นคือ

ระดับที่ 1. กลุ่ม ที่ยังมีการติดต่อสัมพันธ์แน่นแฟ้น ให้ความช่วยเกื้อกูลกันและยังไม่มีความรู้สึกแปลกแยก ในอดีตกลุ่มนี้จะมีค่อนข้างมากแต่ในปัจจุบันพบว่ามีแนวโน้มจะลดลงไปเรื่อยๆ

ระดับที่ 2 กลุ่ม ที่มีลักษณะวางเฉย ต่างคนต่างอยู่ มีความระวังในการคบหากัน แต่ไม่มีความขัดแย้งกัน ในอดีตกลุ่มนี้จะมี จำนวนน้อยกว่ากลุ่มแรก แต่ปัจจุบันพบว่ามีแนวโน้มจะขยายจำนวนมากขึ้น

ระดับที่ 3 กลุ่ม ที่มีลักษณะหวาดระแวง แบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายและจะไม่ร่วมกิจกรรมหรือติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ในอดีตกลุ่มนี้จะมีจำนวนน้อยที่สุด แต่ ปัจจุบันพบว่ากลุ่มนี้กำลังขยายจำนวนมากขึ้นจนน่าวิตก เพราะหากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ไม่รีบเร่งสร้างความเข้าใจระหว่างกันให้ทันการณ์  กลุ่มนี้จะมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจจะ “ดึง” คนที่อยู่ในกลุ่มที่ 2 เข้ามาเพิ่มจำนวนด้วย หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่า “โจทย์” ของการแก้ไขปัญหาจะยากยิ่งขึ้น!!!

 ในเรื่องนี้ นายพระนาย   สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเสมือน “แม่ทัพฝ่ายพลเรือน” ทราบเป็นอย่างดี ได้มีการกล่าวย้ำทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ผ่านสื่อแขนงต่างๆ บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกหลุมพรางก้าวเข้าสู่กับดักของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ภารกิจครั้งนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน  ที่จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับ ประชาชนในพื้นที่ เบื้องต้นได้มีการจัดตั้ง สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น โดยคัดเลือกตัวแทนจากทุกภาคส่วน อาทิ นักวิชาการ ผู้นำศาสนา  นักธุรกิจ ประชาชน สื่อมวลชน ฯลฯ เพื่อมาระดมความคิดเห็นและให้คำแนะนำในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ “การทำความเข้าใจกับประชาชน” นอกจากนี้ ยังมีแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิด และร่วมแก้ไขปัญหา อาทิเช่น

 การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่ง แต่เดิมหน่วยงานนี้มีอยู่ก่อนแล้ว โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจังหวัด แต่ที่ผ่านมาการดำเนินการต่อกรณีที่เกิดปัญหาการร้องเรียนจากประชาชน ยังล่าช้าและไม่ครอบคลุมในทุกด้าน ต่อมา ศอ.บต.ได้มีการบูรณาการงานด้านนี้กับกระทรวงยุติธรรม จัดให้มี ศูนย์อำนวยความเป็นธรรมเพิ่มขึ้นอีกด้าน และให้มีการจัดตั้งเครือข่ายยุติธรรมชุมชนเป็นภาคประชาสังคมขึ้นเพื่อ กระจายการมีส่วนร่วมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

โครงการร้านน้ำชา  สภาชาวบ้าน  เป็น การลงพื้นที่พบปะพูดคุย ในลักษณะปรับทุกข์ผูกมิตร กับประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ เพราะโดยวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มักจะนิยมพบปะพูดคุย ในเรื่องต่างๆ ตามร้านน้ำชาในชุมชน

นอก จากนี้ยังมีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในระดับตำบล โครงการประสานสัมพันธ์ผู้นำศาสนา ฯลฯ รวมถึงแผนงานในด้านการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจและ ความร่วมมือ ให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ แต่ในขณะที่มีผู้เฝ้าจับตามองถึงความเปลี่ยนแปลงพร้อมกับคำวิพากษ์ว่า “ล่าช้า” และมีคำถามว่า “มี ศอ.บต.แล้วแต่ทำไมเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ?”  นั่น ก็เป็นเพราะว่าปมประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน และสะสมเป็นเวลาที่ยาวนาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลา ในการศึกษาแยกแยะประเด็นปัญหา รวมถึงการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่มทุกฝ่าย  ควบ คู่ไปกับการวางรากฐานด้านพัฒนา ในด้านต่างๆ พร้อมกันไป ซึ่งหากเมื่อถึงเวลาที่ปัญหาต่างๆเริ่มคลี่คลายลง นั่นเท่ากับว่าเราจะได้ความสันติสุขอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ เข้มแข็ง  ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาไปบ้างแต่ผลที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่า

ณ เวลานี้ สัมพันธภาพของคนไทยปลายด้ามขวาน ระหว่างพุทธและมุสลิม อยู่ในภาวะวิกฤต เปรียบเสมือนแก้วที่เปราะบางพร้อมจะแตกร้าวได้ทุกเมื่อ หากว่ามีการกระทบกระทั่งกัน  ซึ่งเป็นภาระของ ศอ.บต.จะต้องเป็นผู้ที่ประคับประคองแก้วเหล่านี้ให้มั่นคงปลอดภัย หมายถึงต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นสิ่งที่บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องการจากสังคมไทยในเวลานี้ก็คือ การให้โอกาส ให้กำลังใจคนไทยปลายด้ามขวาน  ตลอดจนการเปิดใจให้กว้าง ที่จะทำความเข้าใจกับปัญหาที่สะสมบ่มเพาะมานาน  และสุดท้ายก็คือความเชื่อมั่นในแนวทางทางสันติวิธี คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่ความสันติสุขอย่างยั่งยืน

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 16 September 2008 )
 
< ก่อนหน้า

ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพร

เว็บพันธมิตร