Skip to content
ขณะนี้คุณอยู่ที่: หน้าแรก arrow รายงานพิเศษ arrow สื่อมุสลิมต่างแดนมองไฟใต้ และความประทับใจก่อนจากลา

สื่อมุสลิมต่างแดนมองไฟใต้ และความประทับใจก่อนจากลา PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
รายงานโดย แวลีเมาะ ปูซู   
Friday, 08 August 2008
 แม้โครงการเชื้อเชิญสื่อมวลชนจากโลกมุสลิมมาเยือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกระทรวงการต่างประเทศจะผ่านพ้นไปแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ประเด็นที่สมควร "เก็บตกมาเล่า" ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะความรู้สึกของบรรดา "เหยี่ยวข่าว" จาก 13 ประเทศทั่วโลก จากทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ว่ามุมมองของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อได้มาเห็น "ของจริง" ณ ดินแดนด้ามขวาน
    โดยเฉพาะพวกเขาทุกคนล้วนเป็นนักข่าวมุสลิม!

นายอิซา อัล ซัยจี (Isa  AL Shaiji) นายกสมาคมผู้สื่อข่าวประเทศบาห์เรน เผยว่า ในแง่ของความเจริญ ก่อนเดินทางมาคิดว่าปัตตานีหรือภาคใต้ของประเทศไทยน่าจะเจริญเหมือนกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันก็คิดว่าสถานการณ์ในพื้นที่น่าจะรุนแรงมาก เรียกว่าอันตรายจนไม่กล้าออกมาเดินซื้อของ แต่เมื่อได้มาสัมผัสจริงๆ กลับไม่น่ากลัวเหมือนที่คิดไว้ ภาพที่เห็นคือทุกคนอยู่กันอย่างปกติและสงบสุข
    “ดีใจที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศในพื้นที่จริงๆ หลายเรื่องถือว่าไม่คาดคิดและไม่นึกมาก่อนว่าจะได้เห็น อย่างมหาวิทยาลัยอิสลาม ไม่คิดว่าในภาคใต้ของไทยจะมีมหาวิทยาลัยดีๆ แบบนี้ แต่ผมก็ได้มาเจอ และรู้สึกว่าวิถีชีวิตของมุสลิมที่นี่ดำเนินไปค่อนข้างดี แต่มุสลิมในโลกอีกจำนวนมหาศาลไม่รู้หรอกว่าในภาคใต้ของประเทศไทยมีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่ด้วย” อิซา อัล ซัยจี กล่าว
402res.jpg    เขาบอกอีกว่า ในปัจจุบันมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเกือบทุกประเทศทั่วโลก ทำให้ส่วนตัวไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากมายนักกับความขัดแย้งในประเทศไทย โดยเฉพาะในสามจังหวัดภาคใต้ และส่วนใหญ่ข่าวที่ออกมาบ่อยๆ จะเป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนเสียมากกว่า
    “ผมไปที่เลบานอน เหตุการณ์รุนแรงกว่านี้หลายเท่า แต่เขาก็ยังประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวตลอดเวลา และมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเสมอ ผมจึงอยากให้ภาครัฐและเอกชนหันมาดูแลนำเสนอภาพดีๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้เจริญมากกว่าที่เป็นอยู่ มันอาจจะเป็นการดีสำหรับทุกๆ ฝ่ายก็ได้ อย่างโลกอาหรับจะรู้จักแค่กรุงเทพฯ กับภูเก็ตเท่านั้น แต่ไม่รู้จักปัตตานีเลย” นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบาห์เรน 2 สมัย ระบุ
    และว่า “ทางเดียวที่จะพัฒนาพื้นที่นี้ คือการนำเสนอภาพดีๆ ของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว ความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่นี่มีประชากรมุสลิมมากกว่าไทยพุทธ แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ สิ่งดีๆแบบนี้ต้องนำเสนอให้โลกภายนอกได้รับรู้ แต่ทุกวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่ได้ทำ รัฐบอกว่าทำแล้ว แต่ทำแค่ในประเทศ ในระดับโลกรัฐบาลยังไม่เคยทำเลย”
    ขณะที่ Abdulwahed Rmiche  ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ Le Matin du Sahara ในโมรอคโค ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เล่าว่า เป็นครั้งแรกที่มาในประเทศแถบเอเชีย ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่าภาคใต้ของประเทศไทยจะมีประชากรมุสลิมมากขนาดนี้ เข้าใจว่าชาวมุสลิมในประเทศไทยอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไม่เจาะจงเฉพาะภาคใต้
403abs.jpg    "สำหรับประเทศอื่นผมไม่รู้ แต่ที่ประเทศโมรอคโคของผมไม่มีข่าวสารเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลย คงเป็นเพราะไทยกับโมรอคโคอยู่กันคนละซีกโลก ซึ่งโดยรวมแล้วโมรอคโคจะมีความสัมพันธ์กับประเทศแถบตะวันตกและอาหรับมากกว่า”
    อย่างไรก็ดี ตลอด 2 วันที่ได้ลงพื้นที่รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในชายแดนใต้ ทำให้นักข่าวโมรอคโคผู้นี้ต้องมานั่งตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว ประชาชนชาวมุสลิมต้องการแยกตัวออกจากประเทศไทยแน่หรือ? หรือว่าความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิทธิในฐานะที่รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติจากภาครัฐ? เพราะการเรียกร้องเอกราชย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากรัฐบาลไทยคงไม่ยอม
    "ผมไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับชาวบ้าน ไม่ว่าเป็นมุสลิมหรือพุทธ สองวันที่ผ่านมาได้รับข้อมูลจากทางราชการมากกว่า ทำให้รู้สึกว่าเรื่องการแบ่งแยกดินแดนค่อนข้างสับสน เป็นปัญหาที่คารังคาซังมาก รัฐจึงไม่ควรปล่อยปะละเลยความรู้สึกของชาวบ้าน ควรจะเอาใจใส่อย่างทั่วถึง”
    เขายังสะท้อนมุมมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นค่อนข้างแก้ไขยาก เพราะมีทั้งปมประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ ศาสนา และความเชื่อแทรกอยู่ การแก้ปัญหาจึงต้องใช้ทางสายกลาง และแต่ละฝ่ายควรถอยคนละหนึ่งก้าว
    "เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา" เขาระบุ และว่าโปรแกรมการลงพื้นที่ที่รัฐบาลไทยจัดให้ ถือว่าน้อยเกินไปที่จะได้เรียนรู้รายละเอียดหลากแง่มุมในสามจังหวัด
    ด้าน นายมูฮัมหมัด กาซาล ผู้สื่อข่าวจากประเทศจอร์แดน บอกว่า หลังจากที่ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวบ้านแล้ว รู้สึกประทับใจมาก เนื่องจากไม่เคยรับรู้มาก่อนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มุสลิมในประเทศไทย พอได้มาสัมผัสสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง ได้รับรู้รายละเอียดต่างๆ ทำให้คิดว่าถ้าได้อ่านหนังสือสักร้อยเล่ม ก็เทียบไม่ได้เลยกับการได้มาเห็นด้วยตาตนเอง
    “แรกๆ ที่ติดตามข่าวสารจากสื่อแขนงต่างๆ ก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง ยิ่งมาเห็นการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ทำให้อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าถ้าหากได้มาใช้ชีวิตที่นี่สักพัก หรือเดินอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง จะพบว่าเหตุการณ์ไม่ได้รุนแรงหรอก ถึงแม้จะไม่มีการรักษาความปลอดภัยก็เถอะ”
    มูฮัมหมัด กาซาล ประเมินว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้รัฐบาลหันมาเอาใจใส่ประชาชนมากขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นหากฝ่ายผู้ก่อการจะเรียกร้องหาสิทธิในทางเชื้อชาติ ศาสนา หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ควรใช้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์มาเป็นวิธีการเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย
    "การกระทำเช่นนั้นถือว่าขัดกับหลักศาสนา ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่อิสลามส่งเสริมเลย ทุกฝ่ายควรจะใช้สันติวิธีน่าจะดีที่สุด” เขากล่าว
    และว่า “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีธรรมชาติที่สวยงาม แตกต่างจากประเทศจอร์แดนมาก ในอนาคตถ้ามีโอกาส ผมจะกลับมาอีกอย่างแน่นอน และผมกล้าที่จะเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวในพื้นที่นี้ด้วย"
    เป็นความรู้สึกก่อนจากลาที่มีค่ากับทุกฝ่ายจริงๆ...

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2008 23:09น.

แวลีเมาะ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันข่าวอิศราฯ

 
ถัดไป >

ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพร

เว็บพันธมิตร